ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

The Great Depression

พ.ศ. 2472 - 2482 | ค.ศ. 1929 - 1939

บทนำ: ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่คืออะไร?

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) เป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1929 หลังจากตลาดหุ้นนิวยอร์กล่มสลาย และยืดเยื้อไปจนถึงปลายทศวรรษ 1930 วิกฤตนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป และญี่ปุ่น

25%
อัตราการว่างงานสูงสุดในสหรัฐฯ
9,000
จำนวนธนาคารที่ล้มละลาย
$74
มูลค่าหุ้นที่ร่วงลง (จาก $100)
10 ปี
ระยะเวลาของวิกฤต

ในช่วงจุดต่ำสุดของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ มีชาวอเมริกันหลายล้านคนไร้งานทำ ไร้บ้าน และขาดอาหาร ธนาคารหลายพันแห่งล้มละลาย ธุรกิจจำนวนมากปิดกิจการ และความเชื่อมั่นในระบบทุนนิยมลดลงอย่างมาก

"ในยุคนั้น ความหวังเป็นสิ่งที่หายากมาก ผู้คนเดินตามถนนด้วยสีหน้าสิ้นหวัง"

— บันทึกของชาวอเมริกันในยุคภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

สาเหตุของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างที่สะสมและซ้ำซ้อนกัน นักเศรษฐศาสตร์ยังคงถกเถียงกันถึงสาเหตุหลัก แต่ปัจจัยต่อไปนี้ได้รับการยอมรับว่ามีบทบาทสำคัญ:

1. การล่มสลายของตลาดหุ้น ค.ศ. 1929 (The Stock Market Crash)

ในช่วงปลายทศวรรษ 1920 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากจากการเก็งกำไร ผู้คนกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหุ้น (margin buying) วันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1929 หรือที่เรียกว่า "Black Thursday" ตลาดหุ้นเริ่มร่วงลงอย่างหนัก และวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1929 หรือ "Black Tuesday" ดัชนีหุ้นดิ่งลงอย่างมาก สูญเสียมูลค่าไปถึง 30% ภายในหนึ่งวัน

2. การล้มละลายของธนาคาร (Bank Failures)

ระหว่างปี 1929-1933 ธนาคารในสหรัฐฯ ล้มละลายมากกว่า 9,000 แห่ง สาเหตุหลักมาจากการถอนเงินจำนวนมาก (bank run) เนื่องจากผู้คนสูญเสียความเชื่อมั่น ธนาคารหลายแห่งไม่มีเงินสำรองเพียงพอ และไม่สามารถให้เงินฝากคืนได้

3. พิกัดอัตราศุลกากร Smoot-Hawley (Smoot-Hawley Tariff)

ในปี ค.ศ. 1930 สหรัฐฯ ผ่านพิกัดอัตราศุลกากร Smoot-Hawley Tariff Act เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าต่างประเทศสูงถึง 60% ทำให้เกิดสงครามการค้าโลก ประเทศอื่นๆ ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ ส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศลดลง 65%

4. มาตรฐานทองคำ (Gold Standard)

ในช่วงนั้น สหรัฐฯ และหลายประเทศใช้มาตรฐานทองคำ การชำระเงินทุกครั้งต้องมีทองคำสำรอง เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ ธนาคารกลางต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาค่าเงิน ทำให้การลงทุนและการบริโภคลดลงอีก

5. ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (Income Inequality)

ในทศวรรษ 1920 รายได้ของคนรวยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่รายได้ของคนทั่วไปเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ช่องว่างทำให้ผู้คนไม่มีกำลังซื้อเพียงพอที่จะซื้อสินค้าที่โรงงานผลิตออกมา เงินออมกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนร่ำรวยเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์

6. การผลิตล้นเกิน (Overproduction)

อุตสาหกรรมผลิตสินค้าเกินความต้องการ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เกษตรกรพยายามผลิตมากขึ้นเพื่อหารายได้เท่าเดิม กลายเป็นวงจรที่ทำให้ราคายิ่งต่ำลง

ผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

15 ล้าน
คนว่างงานในสหรัฐฯ
1/4
ของแรงงานสหรัฐฯ ว่างงาน
GDP -30%
ผลิตภัณฑ์มวลรวมลดลง
250,000
ครอบครัวสูญเสียบ้าน

ผลกระทบต่อแรงงาน

อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ พุ่งสูงถึง 25% ในปี ค.ศ. 1933 คนงานหลายล้านคนสูญเสียงาน ครอบครัวต้องอพยพเพื่อตามหางานทำ เด็กๆ ออกจากโรงเรียนเพื่อไปทำงานช่วยครอบครัว การเลิกจ้างแม้แต่คนที่มีงานก็ต้องยอมรับการลดค่าจ้าง

อัตราการว่างงานในสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1929-1941
3% 1929
9% 1930
16% 1931
24% 1932
25% 1933
22% 1934
20% 1936
15% 1939
2% 1941

ผลกระทบต่อธนาคารและการเงิน

ธนาคารกว่า 9,000 แห่งล้มละลายระหว่างปี 1929-1933 เงินฝากของประชาชนสูญหายหลายพันล้านดอลลาร์ ระบบสถาบันการเงินล่มสลาย ทำให้การให้สินเชื่อหยุดชะงัก ธุรกิจไม่สามารถขยายกิจการหรือรักษากิจการไว้ได้

ผลกระทบต่อที่อยู่อาศัย

ครอบครัวหลายแสนครอบครัวสูญเสียบ้านเนื่องจากไม่สามารถผ่อนชำระเงินกู้ได้ ผู้คนต้องอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด หรือที่เรียกว่า "Hoovervilles" (ชุมชนที่อยู่อาศัยชั่วคราวของผู้ไร้บ้าน) บ้านเพิงและกระท่อมขึ้นตามท้องถนน

Dust Bowl (พายุฝุ่น)

ในช่วงกลางทศวรรษ 1930 ภาคกลางของสหรัฐฯ เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ ภัยแล้งรุนแรงและการทำเกษตรที่ไม่ยั่งยืนทำให้ดินแห้งผืนใหญ่ ลมพัดพาดินเป็นฝุ่นบินบังแดด ชาวไร่หลายหมื่นครอบครัวต้องทิ้งที่ดิน และอพยพไปยังแคลิฟอร์เนียและรัฐอื่นๆ กลายเป็น "Okies"

ผลกระทบระดับโลก

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแพร่กระจายไปทั่วโลก ยุโรปได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะเยอรมนีซึ่งเศรษฐกิจตกต่ำลงอย่างรุนแรง ทำให้เกิดความไม่พอใจต่อรัฐบาล และเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การขึ้นสู่อำนาจของนาซีเยอรมนี ในญี่ปุ่น วิกฤตนี้ทำให้เกิดแรงผลักดันให้ขยายอำนาจในเอเชีย

ประเทศ อัตราการว่างงานสูงสุด GDP ลดลง ระยะเวลา
สหรัฐอเมริกา 25% -30% 1929-1939
แคนาดา 27% -25% 1929-1939
สหราชอาณาจักร 22% -15% 1929-1933
เยอรมนี 30% -35% 1929-1932
ฝรั่งเศส 18% -20% 1930-1936

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ

1928

ปีก่อนวิกฤต

ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น ผู้คนเก็งกำไรหุ้นอย่างมาก เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะผ่อนคลาย แต่สัญญาณวิกฤตเริ่มปรากฏ

24 ต.ค. 1929

Black Thursday (วันพฤหัสบดีดำ)

ตลาดหุ้นเริ่มร่วงลงอย่างหนัก มีการขายหุ้นจำนวนมากผิดปกติ ธนาคารและนักลงทุนพยายามรักษาตลาด

29 ต.ค. 1929

Black Tuesday (วันอังคารดำ)

วันที่เลวร้ายที่สุดของตลาดหุ้น ดัชนีร่วงลง 12% ในวันเดียว มูลค่าตลาดสูญเสียไปหลายพันล้านดอลลาร์

1930

Smoot-Hawley Tariff

สหรัฐฯ ผ่านพิกัดอัตราศุลกากรใหม่ ขึ้นภาษีนำเข้าสูงถึง 60% เริ่มสงครามการค้าโลก

1931

วิกฤตธนาคารในยุโรป

ธนาคารในออสเตรียล้มละลาย เกิดลูกโซ่ไปทั่วยุโรป ระบบการเงินระหว่างประเทศเริ่มล่มสลาย

1932

จุดต่ำสุดของตลาดหุ้น

ดัชนีหุ้นตกต่ำสุดเพียง 41 จุด (จากจุดสูงสุด 381 จุด) สูญเสียมูลค่าไปถึง 89%

1933

Franklin D. Roosevelt เข้ารับตำแหน่ง

FDR เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เริ่มนโยบาย New Deal ปิดธนาคารทั่วประเทศเป็นเวลา 4 วันเพื่อรักษาเสถียรภาพ

1934

Social Security Act

ผ่านกฎหมายประกันสังคม สร้างระบบประกันสังคมครั้งแรกในสหรัฐฯ ให้ความคุ้มครองผู้สูงอายุ คนพิการ และเด็ก

1935

Works Progress Administration

โครงการ WPA เริ่มจ้างงานคนว่างงานหลายล้านคน สร้างสิ่งก่อสร้างสาธารณะทั่วประเทศ

1939

สงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิด

สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นในยุโรป ความต้องการอาวุธและเสบียงทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัว

1941

เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว

การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ของสหรัฐฯ อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 2% สงครามยุติภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ประธานาธิบดีสองยุค: Hoover และ Roosevelt

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่เกิดขึ้นในสมัยปกครองของประธานาธิบดีสองคน แต่ละคนมีแนวทางในการแก้ไขวิกฤตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Herbert Hoover
ค.ศ. 1929 - 1933

แนวทางของ Hoover

ปรัชญา: รัฐบาลไม่ควรแทรกแซงเศรษฐกิจมากเกินไป

นโยบาย:

  • ยึดมั่นในหลัก "Individualism" — แต่ละคนต้องพึ่งพาตัวเอง
  • ปฏิเสธความช่วยเหลือโดยตรงจากรัฐบาลกลางแก่ประชาชน
  • เชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ
  • ลดรายจ่ายรัฐบาลแทนที่จะเพิ่มการกระตุ้น
  • ตั้งงบประมาณสมดุลแม้ในช่วงวิกฤต

ผลลัพธ์: ประชาชนตำหนิโทษเขาในความล้มเหลวของเศรษฐกิจ ชื่อ "Hooverville" กลายเป็นคำเสียดสีสำหรับชุมชนแออัดของผู้ไร้บ้าน

คะแนนเสียง: 59,115,566 คน (39.7%) — แพ้การเลือกตั้ง 1932

Franklin D. Roosevelt
ค.ศ. 1933 - 1945

แนวทางของ FDR

ปรัชญา: "The only thing we have to fear is fear itself"

นโยบาย:

  • รัฐบาลต้องเข้าแทรกแซงเศรษฐกิจอย่างเด็ดขาด
  • New Deal — ความช่วยเหลือ การฟื้นฟู การปฏิรูป
  • เพิ่มรายจ่ายรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ (Deficit Spending)
  • ให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่ประชาชนที่เดือดร้อน
  • ปฏิรูประบบการเงินและธนาคาร

ผลลัพธ์: ได้รับเลือกตั้ง 4 สมัย สร้างความเชื่อมั่นใหม่ในระบบประชาธิปไตย และทุนนิยม แม้เศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นสมบูรณ์จนถึงสงครามโลก

คะแนนเสียง: 22,821,277 คน (47.2%) — ชนะการเลือกตั้ง 1932 แบบลงลึก

"ขอสาบานต่อหน้าพวกท่านว่า สิ่งเดียวที่เราต้องกลัวก็คือความกลัวนั่นเอง ความกลัวที่ไร้เหตุผล ความกลัวที่ไม่มีตัวตน ความกลัวที่ทำลายล้างเรา"

— Franklin D. Roosevelt, คำปราศรัยพิธีสาบานตน 1933

นโยบาย New Deal

New Deal คือชุดนโยบายและโครงการของประธานาธิบดี Roosevelt ที่มุ่งแก้ไขภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ประกอบด้วย "3 Rs":

CCC
Civilian Conservation Corps

จ้างงานหนุ่มสาวอายุ 18-25 ปี ให้ทำงานอนุรักษ์ป่าไม้ สร้างอุทยาน และโครงสร้างพื้นฐาน มีผู้เข้าร่วมกว่า 3 ล้านคน

WPA
Works Progress Administration

จ้างงานคนว่างงานหลายล้านคนในโครงการก่อสร้าง สร้างสิ่งก่อสร้างสาธารณะกว่า 650,000 แห่ง รวมถนน สะพาน โรงเรียน

SSA
Social Security Act (1935)

สร้างระบบประกันสังคมครั้งแรกในอเมริกา ให้เงินบำนาญผู้สูงอายุ เงินช่วยคนพิการ และเงินช่วยเลี้ยงเด็ก

SEC
Securities and Exchange Commission

หน่วยงานกำกับดูแลตลาดหุ้น กำหนดกฎเกณฑ์การซื้อขายหุ้น เพื่อป้องกันการฉ้อโกงและการเก็งกำไร

FDIC
Federal Deposit Insurance Corporation

ประกันเงินฝากธนาคาร รับประกันว่าเงินฝากจะได้รับคืน สูงสุดถึง $2,500 (ปัจจุบัน $250,000) ป้องกัน Bank Run

Glass-Steagall
Glass-Steagall Act (1933)

แยกธนาคารพาณิชย์ออกจากธนาคารเพื่อการลงทุน ป้องกันไม่ให้ธนาคารใช้เงินฝากของลูกค้าเล่นหุ้น

TVA
Tennessee Valley Authority

พัฒนาลุ่มน้ำเทนเนสซี สร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ให้ไฟฟ้าแก่ชนบท ควบคุมน้ำท่วม และพัฒนาการเกษตร

NLRB
National Labor Relations Board

รับรองสิทธิของคนงานในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง กับนายจ้าง ลดการถูกกดขี่และเลิกจ้างโดยมิชอบ

ผลลัพธ์ของ New Deal

New Deal ไม่ได้ยุติภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทันที แต่มีส่วนสำคัญในการ:

บทเรียนจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทิ้งบทเรียนมากมายที่ยังคงมีความหมายในปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายใช้บทเรียนเหล่านี้ในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจ

🏦
การกำกับดูแลสถาบันการเงิน
ต้องมีการกำกับดูแลธนาคารและสถาบันการเงินอย่างเข้มงวด ป้องกันการเก็งกำไรเกินและการฉ้อโกง
💰
ประกันเงินฝาก
การประกันเงินฝากช่วยป้องกัน Bank Run และสร้างความเชื่อมั่นในระบบธนาคาร
📊
ความโปร่งใสของตลาด
ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ผู้ลงทุนต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน
⚖️
สมดุลการค้า
การขึ้นภาษีศุลกากรสูงเกินไปทำลายการค้าระหว่างประเทศ และทำให้วิกฤตแย่ลง
📈
การกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในช่วงวิกฤต รัฐบาลควรเพิ่มรายจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาตลาดเพียงอย่างเดียว
🛡️
เครือข่ายความปลอดภัย
ต้องมีระบบประกันสังคมและสวัสดิการ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต

การประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน

บทเรียนจาก Great Depression ถูกนำมาใช้ในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงวิกฤตการเงินปี 2008:

การฟื้นตัวและบทบาทของสงครามโลกครั้งที่ 2

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ไม่ได้สิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน แต่ค่อยๆ ฟื้นตัวตลอดทศวรรษ 1930 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยุติวิกฤตอย่างเป็นทางการคือ สงครามโลกครั้งที่ 2

การฟื้นตัวอย่างช้าๆ ในทศวรรษ 1930

แม้จะมี New Deal แต่เศรษฐกิจยังคงซบเซาตลอดทศวรรษ 1930 อัตราการว่างงานยังคงสูงอยู่ที่ 15-20% จนถึงปี 1939 เศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนวิกฤตได้

1939: สงครามโลกระเบิด

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นในยุโรป ความต้องการอาวุธ เสบียง และวัสดุอุปกรณ์ทำให้อุตสาหกรรมสหรัฐฯ ต้องขยายกำลังการผลิตอย่างมาก

1941: สหรัฐฯ เข้าร่วมสงคราม

หลังเหตุการณ์ Pearl Harbor สหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามอย่างเต็มรูปแบบ รัฐบาลสั่งซื้ออาวุธและเสบียงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ อุตสาหกรรมทำงานเต็มกำลัง

การจ้างงานเต็มที่

ภายในปี 1943 อัตราการว่างงานลดลงต่ำกว่า 2% ทุกคนที่ต้องการทำงานสามารถหางานได้ กำลังคนผลิตทั้งชายและหญิงเข้าร่วมในโรงงาน

ทำไมสงครามจึงยุติภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ?

การฟื้นตัวของ GDP สหรัฐฯ ค.ศ. 1929-1945
100% 1929
85% 1933
90% 1937
88% 1939
95% 1941
120% 1943
150% 1945

"สงครามโลกครั้งที่สองยุติภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่คำถามคือ เราจะเรียนรู้บทเรียนนี้ได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาสงครามอีก"

— นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

มรดกหลังสงคราม

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ เข้าสู่ยุครุ่งเรืองที่เรียกว่า "The Golden Age of Capitalism" หรือ "Post-War Economic Boom" ซึ่งโรงงานที่ผลิตอาวุธถูกปรับเปลี่ยนเป็นโรงงานผลิตสินค้าพลเรือน ความต้องการสินค้าทั่วโลกสูงมาก สหรัฐฯ กลายเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก และชนชั้นกลางอเมริกันเติบโตอย่างมากในทศวรรษ 1950